บอลยูโร 2020 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร ถือเป็นหนึ่งในรายการที่ผู้คนให้การติดตามไม่แพ้ฟุตบอลโลกเลยทีเดียว เพราะชาติที่เป็นแชมป์ มักจะได้รับการคาดหมายว่าจะต่อยอดทำผลงานได้ดีในศึกฟุตบอลโลก ที่จะจัดต่อในอีก 2 ปีข้างหน้า กล่าวคือ ศึกยูโร จะจัด 4 ปีครั้ง แต่อยู่ในช่วง 2 ปีก่อนหน้าและ 2 ปีหลัง ของศึกฟุตบอลโลก

เท่านั้นไม่พอ ในศึกยูโร 2020 ที่กำลังจะเปิดฉากในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ทาง ยูฟ่า ยังเตรียมที่จะกระจายสนามแข่งขันไปทั่วทั้งทวีป ถือเป็นจุดเริ่มของการเป็นเจ้าภาพร่วมกันทั้งยุโรป ฉลองช่วงเวลาครบรอบ 60 ปี ของรายการนี้อย่างยิ่งใหญ่ ที่สำคัญมันยังช่วยเพิ่มเม็ดเงินจากการชมเกมในสนาม นอกเหนือไปจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ด้วย ซึ่งเมืองที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในศึกยูโร 2020 กอปรด้วย

การแข่งขันฟุตบอลยูโร ปี ค.ศ 2020 ที่กำลังจะมาถึง

ในศึกยูโร 2020 ที่กำลังจะเปิดฉากในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ทาง ยูฟ่า ยังเตรียมที่จะกระจายสนามแข่งขันไปทั่วทั้งทวีป ถือเป็นจุดเริ่มของการเป็นเจ้าภาพร่วมกันทั้งยุโรป ฉลองช่วงเวลาครบรอบ 60 ปี ของรายการนี้อย่างยิ่งใหญ่ ที่สำคัญมันยังช่วยเพิ่มเม็ดเงินจากการชมเกมในสนาม นอกเหนือไปจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ด้วย ซึ่งเมืองที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในศึกยูโร 2020 กอปรด้วย

– ลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และสหราชอาณาจักร แถมยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป มาพร้อมกับสนามนิวเวมบลีย์ ที่มีความจุระดับ 90,000 ที่นั่ง และมีไฮไลท์สำคัญ คือ บันไดเลื่อนความยาวกว่า 400 เมตร และทางสนามที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าทางเชื่อมต่อของรถไฟยูโรสตาร์

– มิวนิค เมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย แคว้นใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมัน เป็นเมืองที่รู้จักไปทั่วโลกจากเทศกาลเบียร์อันเลื่องชื่อ หรือ อ็อคโทเบอร์ เฟสต์ มาพร้อมกับสนามอัลลิอันซ์ อารีน่า ที่มีความจุระดับ 75,000 ที่นั่ง และมีไฮไลท์สำคัญที่ตัวสนามสามารถเปลี่ยนสีได้

– โรม เมืองหลวงของประเทศอิตาลี ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์โลก และเป็นสถานที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ดินแดนที่ประทับของ พระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มาพร้อมกับสนามสตาดิโอ โอลิมปิโก้ ที่มีความจุระดับ 72,698 ที่นั่ง และได้รับการการันตีจาก ยูฟ่า ให้เป็นสนามฟุตบอลระดับ 5 ดาว

– บากู เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอาเซอร์ไบจาน เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 1,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ร่ำรวยน้ำมันในยุโรปด้วย ซึ่งพวกเขามาพร้อมกับสนามโอลิมปิก บากู ที่มีความจุระดับ 68,700 ที่นั่ง อยู่ใกล้กับชายฝั่งทะเลสาบโบยุคชอร์ แต่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 28 เมตร

– เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองท่าทางตะวันตกของประเทศรัสเซีย ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำเนวา ริมอ่าวฟินแลนด์ ในทะเลบอลติก สร้างโดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช ที่สั่งให้คนถมดินเลนจนกลายเป็นเมือง ปัจจุบันเป็นเมืองมรดกโลก มาพร้อมกับสนามเครสตอฟสกี้ ที่มีความจุระดับ 67,000 ที่นั่ง และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่แพงที่สุดในโลก

– บูคาเรสต์ เมืองหลวง เมืองอุตสาหกรรม และเมืองเศรษฐกิจของประเทศโรมาเนีย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแดมโบวิตา มาพร้อมกับสนามอารีน่า เนติโอนาล่า ที่มีความจุระดับ 55,600 ที่นั่ง ใช้แผ่นชีทโพลีคาร์บอเนต ที่มีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา เป็นวัสดุหลังคา แถมยังสามารถเปิดและปิดหลังคาได้ด้วย

– อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเติล ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป มาพร้อมกับสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ที่มีความจุระดับ 54,990 ที่นั่ง ถือเป็นสนามระดับ 5 ดาว ของ ยูฟ่า ที่สามารถเปิดปิดหลังคา และเลื่อนตัวพื้นหญ้าออกมาข้างนอกได้ เพื่อรองรับอีเวนท์ประเภทอื่น เช่น คอนเสิร์ต เป็นต้น

– ดับลิน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไอร์แลนด์ โดยชื่อ ดับลิน มาจากคำว่า Dubh Linn ซึ่งในภาษาไอริช มีความหมายว่า “สระน้ำสีดำ” พวกเขามาพร้อมกับสนามอาวีว่า สเตเดี้ยม ที่มีความจุระดับ 51,700 ที่นั่ง สร้างขึ้นแทนที่ แลนส์ดาวน์ โร้ด เมื่อปี 2007 และมีความพิเศษตรงที่ โครงสร้างหลังคา และ ตัวสนามที่เป็นโครงเหล็ก ก่อสร้างแบบโปร่งแสง ฉาบด้วยสีเขียวด้านในทั้งหมด

– บิลเบา เมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นบาสก์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศสเปน พื้นที่ที่มีความคล่องตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมากที่สุด มาพร้อมกับสนามซาน มาเมส ที่มีความจุระดับ 53,332 ที่นั่ง ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำบิลเบา และมีความพิเศษตรงที่โครงสร้างสนามสามารถติดตั้งแสงไฟได้ตามต้องการ โดยเวลาที่ แอธเลติก บิลเบา ลงสนาม ไฟด้านนอกจะถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง

– บูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการี เป็นศูนย์กลางการปกครอง อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การคมนาคมขนส่ง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดลำกับ 6 ของยุโรป มาพร้อมกับสนามปุสกัส อารีน่า ที่มีความจระดับ 67,889 ที่นั่ง เพิ่งสเร็จสิ้นการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปลายปีก่อน เพิ่มความอเนกประสงค์รอบด้านเข้าไป เช่นเดียวกับความหรูหราทันสมัย และจะกลายเป็นสนาม 5 ดาว แห่งใหม่ของยุโรป

– กลาสโกว์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำไคลด์ ถือเป็นเมืองใหญ่ในสหราชอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองและล้ำหน้ามากที่สุดเมืองหนึ่ง มาพร้อมกับสนามแฮมป์เด้น ปาร์ค ที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน และมีความจุ 51,700 ที่นั่ง สมัยที่เปิดใช้งานใหม่ ๆ เคยเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสามารถจุผู้ชมได้ถึง 150,000 คน ก่อนจะมีการปรับลดลงมาเพื่อความปลอดภัย

– โคเปนเฮเก้น เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก และเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแถบสแกนดิเนเวียเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการบริหารประเทศ รัฐสภา รัฐบาล และพระราชวังหลวง มาพร้อมกับสนามเตเลีย พาร์เค่น ที่มีความจุ 38,065 ที่นั่ง เล็กที่สุดในยูโร 2020 หนนี้ แต่มากด้วยความทันสมัย เมื่อเพิ่งตกลกสัญญา 7 ปี เมื่อปี 2014 กับ เตเลีย เพื่อเป็นสปอนเซอร์ และปล่อยสัญญาณไวไฟฟรีในสนาม

สนามแข่งขันยูโร 2020

ความแปลกใหม่ของศึกยูโร 2020 ที่เราได้บอกไปว่าจะมี 12 สังเวียน ที่จะใช้กลางปีนี้ ซึ่งหลายท่านคงรู้สึกงงงวยว่าแต่ละสนามจะแบ่งหน้าที่กันอย่างไร คำตอบเรื่องนี้ทาง ยูฟ่า คิดเอาไว้อย่างดี คือ แต่ละเมืองจะเป็นเจ้าภาพในจัดการแข่งขัน รอบแบ่งกลุ่ม และอีกหนึ่งนัดในรอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบรองชนะเลิศ ซึ่งการจัดสรรการแข่งขันสำหรับ 12 สนาม มีดังต่อไปนี้

– ลอนดอน (อังกฤษ) : รอบแบ่งกลุ่ม, 16 ทีม, รอบรองชนะเลิศ และ รอบชิงชนะเลิศ

– มิวนิก (เยอรมนี), บากู (อาเซอร์ไบจาน), เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย), โรม (อิตาลี) : รอบแบ่งกลุ่ม และ รอบก่อนรองชนะเลิศ

– โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก), บูคาเรสต์ (โรมาเนีย), อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์), ดับลิน (ไอร์แลนด์), บิลเบา (สเปน), บูดาเปสต์ (ฮังการี), กลาสโกว์ (สกอตแลนด์) : รอบแบ่งกลุ่ม และ รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ขณะเดียวกัน เมืองเจ้าภาพจะแบ่งการจับคู่ออกเป็น 6 คู่ เพื่อร่วมกันเป็นสังเวียนแข้งในรอบแบ่งกลุ่ม โดยอิงตามพื้นฐานของความแข็งแกร่งด้านการกีฬา, ความพร้อมทางภูมิศาสตร์ และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหรือการเมือง จากนั้นจึงใช้วิธีการสุ่มเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2017 ได้ผลออกมาดังต่อไปนี้

กลุ่ม เอ : โรม (อิตาลี) และ บากู (อาเซอร์ไบจาน)

กลุ่มบี : เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย) และ โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก)

กลุ่ม ซี : อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) และ บูคาเรสต์ (โรมาเนีย)

กลุ่ม ดี : ลอนดอน (อังกฤษ) และ กลาสโกว์ (สกอตแลนด์)

กลุ่ม อี : บิลเบา (สเปน) และ ดับลิน (ไอร์แลนด์)

กลุ่ม เอฟ : มิวนิก (เยอรมนี) และ บูดาเปสต์ (ฮังการี)

บอลยูโร 2020 ประวัติความเป็นมา

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร ถือเป็นหนึ่งในรายการที่ผู้คนให้การติดตามไม่แพ้ฟุตบอลโลกเลยทีเดียว เพราะชาติที่เป็นแชมป์ มักจะได้รับการคาดหมายว่าจะต่อยอดทำผลงานได้ดีในศึกฟุตบอลโลก ที่จะจัดต่อในอีก 2 ปีข้างหน้า กล่าวคือ ศึกยูโร จะจัด 4 ปีครั้ง แต่อยู่ในช่วง 2 ปีก่อนหน้าและ 2 ปีหลัง ของศึกฟุตบอลโลก

โดยต้นกำเนิดของการจัดศึกยูโร มาจากแนวคิดของ อองรี เดอโลเน่ เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส ที่ต้องการจัดรายการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ฟุตบอลโลก แต่การแข่งขันครั้งแรกในปี 1960 กลับมีทีมเข้าร่วมแค่ 4 ชาติเท่านั้น คือ สหภาพโวเวียต, ยูโกสลาเวีย, กรีซ, แอลเบเนีย และ ฝรั่งเศส พร้อมดราม่าเล็ก ๆ ของ กรีซ กับ แอลเบเนีย ที่ปฏิเสธลงสนาม เนื่องจากกำลังมีสงครามระหว่างประเทศ ทำให้แชมป์ครั้งแรกตกเป็นของ สหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มต้นไม่สวยอย่างที่หวัง แต่ในการแข่งขันครั้งที่ 3 หรือในปี 1968 สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันครั้งใหญ่ เมื่อเพิ่มการแข่งขันรอบคัดเลือกเข้ามา และมีทีมในรอบสุดท้าย 8 ทีม พร้อมชื่อใหม่แสนกิ๊บเก๋จาก ยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ เป็น ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ โดยเป็นเจ้าภาพ อิตาลี ที่คว้าแชมป์ไปครอง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ความนิยมในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งำม่เพียงแต่ชาวยุโรปเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ แต่ผู้คนทั่วโลกต่างก็สนใจการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ เพราะมีดาวเตะระดับแม่เหล็กลงสนามมากมาย นำมาสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันเป็น 16 ทีม ในรอบสุดท้าย ของศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ

โดยนอกจากจะมีการปรับเปลี่ยนทีมมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ทัวร์นาเมนต์ยูโร 1996 ที่อังกฤษ ยังมีการนำกฎประตูทอง หรือ Golden Goal มาใช้เป็นครั้งแรกด้วย แถม โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ ยังเป็นฮีโร่ โขกประตู Golden Goal ให้ เยอรมัน เบียดเอาชนะ เช็ก หวุดหวิด 2-1 และกฎประตูทองก็ถูกนำมาใช้ต่อเนื่อง ก่อนจะยกเลิกไปหลังจบยูโร 2004 ที่โปรตุเกส

จากนั้นเวลาล่วงเลยมาถึงศึกยูโร 2016 แม้กฎประตูทอง หรือ Golden Goal จะจากไป แต่ ยูฟ่า ก็ได้ผุดไอเดียที่จะทำให้การแข่งขันรายการนี้เป็นที่นิยมต่อเนื่องไปอีก นั่นคือการเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายเป็น 24 ชาติ ซึ่งนอกจากจะทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นแล้ว ยังรับทรัพย์อื้อซ่าจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ด้วย

ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันยูโร 2020

ปัจจุบัน ยูฟ่า ได้ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแล้ว 20 ชาติ คือ เบลเยียม, อิตาลี, รัสเซีย, โปแลนด์, ยูเครน, สปเน, ฝรั่งเศส, ตุรกี, อังกฤษ, เช็ก, ฟินแลนด์, สวีเดน, โครเอเชีย, ออสเตรีย, เนเธอร์แลนด์, เยอรมนี, โปรตุเกส, สวิตเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก และ เวลส์ โดยอีก 4 ทีม จะคัดเลือกจากชาติที่ต้องลุ้นต่อกันต่อในรอบเพลย์ออฟ คือ…

– Pot A บัลแกเรีย, ฮังการี, ไอซ์แลนด์ และ โรมาเนีย ชิง 1 ที่ว่างในกลุ่ม ซี หรือ เอฟ

– Pot B บอสเนีย, ไอร์แลนด์เหนือ, สโลวาเกีย และ ไอร์แลนด์ ชิง 1 ที่ว่างในกลุ่ม อี

– Pot C นอร์เวย์, เซอร์เบีย, สกอตแลนด์ และ อิสราเอล ชิง 1 ที่ว่างในกลุ่ม ดี

– Pot D จอร์เจีย, เบลารุส, นอร์ธ มาซิโดเนีย และ โคโซโว ชิง 1 ที่ว่างในกลุ่ม ซี หรือ เอฟ

โดยเกมรอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศ ของศึกเพลย์ออฟ ทั้ง 4 กลุ่ม จะลงสนามกันในวันที่ 26 มีนาคม 2020 และจะลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ วันที่ 31 มีนาคม 2020 จากนั้นทุกชาติจะมีเวลาเตรียมตัว 2 เดือน เพื่อเล่นรอบสุดท้ายวันที่ 12 มิถุนายน ถึง 12 กรกฎาคม 2020 ซึ่งจับสลากแบ่งกลุ่มของศึกยูโร 2020 ที่รู้ผลกันไปแล้ว มีดังต่อไปนี้

กลุ่ม เอ : ตุรกี, อิตาลี, เวลส์, สวิตเซอร์แลนด์

กลุ่ม บี : เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, เบลเยียม, รัสเซีย

กลุ่ม ซี : เนเธอร์แลนด์, ยูเครน, ออสเตรีย, ผู้ชนะ Pot A หรือ D

กลุ่ม ดี : อังกฤษ, โครเอเชีย, เช็ก, ผู้ชนะ Pot C

กลุ่ม อี : สเปน, สวีเดน, โปแลนด์, ผู้ชนะ Pot B

กลุ่ม เอฟ : โปรตุเกส, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ผู้ชนะ Pot A หรือ D

ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในศึกยูโร 2020 จะเอาทีมแชมป์กลุ่มและรองแชมป์กลุ่ม รวมแล้ว 12 ทีม จาก 6 กลุ่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย อีก 4 ทีม จะคัดจากอันดับ 3 ที่ดีที่สุด เท่ากับว่าจะมีชาติที่ตกรอบแค่ 8 ทีมเท่านั้น และหากแต้มเท่ากันในรอบแบ่งกลุ่ม จะตัดสินหาทีมที่ผ่านเข้ารอบ โดยดูจาก ผลต่างประตูได้เสีย, ประตูได้, จำนวนแมตช์ชนะ, แฟร์เพลย์ และอันดับในรอบคัดเลือก ไล่เรียงกันมา

โปรแกรมการแข่งขันยูโร 2020

 

 

12/06/20 02.00 น. กลุ่ม เอ ตุรกี vs อิตาลี สตาดิโอ โอลิมปิโก้, อิตาลี

 

13/06/20 20.00 น. กลุ่ม เอ เวลส์ vs สวิตเซอร์แลนด์ โอลิมปิก บากู, อาเซอร์ไบจาน

 

13/06/20 23.00 น. กลุ่ม บี เดนมาร์ก vs ฟินแลนด์ เตเลีย พาร์เค่น, เดนมาร์ก

 

14/06/20 02.00 น. กลุ่ม บี เบลเยียม vs รัสเซีย เครสตอฟสกี้, รัสเซีย

 

14/06/20 20.00 น. กลุ่ม ดี อังกฤษ vs โครเอเชีย เวมบลีย์, อังกฤษ

 

14/06/20 23.00 น. กลุ่ม ซี ออสเตรีย vs Pot A หรือ D อารีน่า เนติโอนาล่า, โรมาเนีย

 

15/06/20 02.00 น. กลุ่ม ซี เนเธอร์แลนด์ vs ยูเครน โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, เนเธอร์แลนด์

 

15/06/20 20.00 น. กลุ่ม ดี Pot C vs เช็ก แฮมพ์เด้น ปาร์ค, สกอตแลนด์

 

15/06/20 23.00 น. กลุ่ม อี โปแลนด์ vs Pot B อาวีว่า สเตเดี้ยม, ไอร์แลนด์

 

16/06/20 02.00 น. กลุ่ม อี สเปน vs สวีเดน ซาน มาเมส, สเปน

 

16/06/20 23.00 น. กลุ่ม เอฟ Pot A หรือ D vs โปรตุเกส ปุสกัส อารีน่า, ฮังการี

 

17/06/20 02.00 น. กลุ่ม เอฟ ฝรั่งเศส vs เยอรมนี อัลลิอันซ์ อารีน่า, เยอรมนี

 

17/06/20 20.00 น. กลุ่ม บี ฟินแลนด์ vs รัสเซีย เครสตอฟสกี้, รัสเซีย

 

17/06/20 23.00 น. กลุ่ม เอ ตุรกี vs เวลส์ โอลิมปิก บากู, อาเซอร์ไบจาน

 

18/06/20 02.00 น. กลุ่ม เอ อิตาลี vs สวิตเซอร์แลนด์ สตาดิโอ โอลิมปิโก้, อิตาลี

 

18/06/20 20.00 น. กลุ่ม ซี ยูเครน vs Pot A หรือ D อารีน่า เนติโอนาล่า, โรมาเนีย

 

18/06/20 23.00 น. กลุ่ม บี เดนมาร์ก vs เบลเยียม เตเลีย พาร์เค่น, เดนมาร์ก

 

19/06/20 02.00 น. กลุ่ม ซี เนเธอร์แลนด์ vs ออสเตรีย โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, เนเธอร์แลนด์

 

19/06/20 20.00 น. กลุ่ม อี สวีเดน vs Pot B อาวีว่า สเตเดี้ยม, ไอร์แลนด์

 

19/06/20 23.00 น. กลุ่ม ดี โครเอเชีย vs เช็ก แฮมพ์เด้น ปาร์ค, สกอตแลนด์

 

20/06/20 02.00 น. กลุ่ม ดี อังกฤษ vs Pot C เวมบลีย์, อังกฤษ

 

20/06/20 20.00 น. กลุ่ม เอฟ Pot A หรือ D vs ฝรั่งเศส ปุสกัส อารีน่า, ฮังการี

 

20/06/20 23.00 น. กลุ่ม เอฟ โปรตุเกส vs เยอรมนี อัลลิอันซ์ อารีน่า, เยอรมนี

 

21/06/20 02.00 น. กลุ่ม อี สเปน vs โปแลนด์ ซาน มาเมส, สเปน

 

21/06/20 23.00 น. กลุ่ม เอ อิตาลี vs เวลส์ สตาดิโอ โอลิมปิโก้, อิตาลี

 

21/06/20 23.00 น. กลุ่ม เอ สวิตเซอร์แลนด์ vs ตุรกี โอลิมปิก บากู, อาเซอร์ไบจาน

 

22/06/20 23.00 น. กลุ่ม ซี ยูเครน vs ออสเตรีย อารีน่า เนติโอนาล่า, โรมาเนีย

 

22/06/20 23.00 น. กลุ่ม ซี Pot A หรือ D vs เนเธอร์แลนด์ โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, เนเธอร์แลนด์

 

23/06/20 02.00 น. กลุ่ม บี รัสเซีย vs เดนมาร์ก เตเลีย พาร์เค่น, เดนมาร์ก

 

23/06/20 02.00 น. กลุ่ม บี ฟินแลนด์ vs เบลเยียม เครสตอฟสกี้, รัสเซีย

 

24/06/20 02.00 น. กลุ่ม ดี โครเอเชีย vs Pot C แฮมพ์เด้น ปาร์ค, สกอตแลนด์

 

24/06/20 02.00 น. กลุ่ม ดี เช็ก vs อังกฤษ เวมบลีย์, อังกฤษ

 

24/06/20 23.00 น. กลุ่ม อี สวีเดน vs โปแลนด์ อาวีว่า สเตเดี้ยม, ไอร์แลนด์

 

24/06/20 23.00 น. กลุ่ม อี Pot B vs สเปน ซาน มาเมส, สเปน

 

25/06/20 02.00 น. กลุ่ม เอฟ โปรตุเกส vs ฝรั่งเศส ปุสกัส อารีน่า, ฮังการี

 

25/06/20 02.00 น. กลุ่ม เอฟ เยอรมนี vs Pot A หรือ D อัลลิอันซ์ อารีน่า, เยอรมนี

ปิดเมนู